teach-me-ai / Lv0
⟵ กลับหน้า Roadmap
LEVEL 0 · FOUNDATIONS

ปูพื้นเท่าที่ต้องรู้ ก่อนใช้ AI ทำงาน

⏱️ ~20 นาที 🎯 เข้าใจว่า LLM คืออะไรและทำงานยังไง

ก่อนจะเขียน prompt เก่งๆ หรือต่อ AI เข้ากับโค้ด เราต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังคุยด้วยมัน คืออะไร และ ทำงานยังไง บทนี้ไม่มีคณิตศาสตร์ เน้นภาพให้เห็นชัดพอที่จะใช้งานได้อย่างมั่นใจ

AI, ML, DL, LLM ต่างกันยังไง

สี่คำนี้ถูกใช้ปนกันจนงง จริงๆ มันคือวงกลมซ้อนกัน — วงใหญ่ครอบวงเล็ก

AI — ทำให้เครื่องทำสิ่งที่ดู "ฉลาด" ML — เรียนจากข้อมูล ไม่ต้องเขียนกฎเอง DL — ML ด้วยโครงข่ายประสาทลึก LLM — DL ที่เก่งเรื่องภาษา (เช่น Claude, GPT)
LLM เป็นสมาชิกตัวหนึ่งของ Deep Learning ซึ่งเป็นสาขาของ ML ซึ่งอยู่ใต้ร่ม AI
คำความหมายสั้นๆตัวอย่าง
AIทำให้เครื่องทำงานที่ต้องใช้ "ความฉลาด"ระบบแนะนำสินค้า, หมากรุก
MLAI ที่เรียนรู้จากข้อมูลแทนการเขียนกฎเองทำนายราคาบ้าน, กรองสแปม
DLML ที่ใช้โครงข่ายประสาทหลายชั้นรู้จำภาพ, แปลภาษา
LLMDL ที่ฝึกกับข้อความมหาศาลจนเก่งเรื่องภาษาClaude, GPT
💡

ในหลักสูตรนี้เราสนใจ LLM เป็นหลัก เพราะเป็นตัวที่ dev เอามาต่อกับงานจริงได้ง่ายที่สุดผ่าน API

LLM ทำงานยังไง (แบบเข้าใจง่าย)

หัวใจของ LLM มีประโยคเดียว: มันทำนาย "คำถัดไป" ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด จากข้อความที่เห็นมาก่อนหน้า แล้วทำซ้ำไปเรื่อยๆ ทีละคำ

"แมวชอบกิน___" ปลา 62% นม 21% ข้าว 9% เลือก 1 คำ แล้ววนใหม่
LLM ให้ "ความน่าจะเป็น" กับคำที่เป็นไปได้ทุกคำ แล้วสุ่มเลือกตามน้ำหนักนั้น — ทีละคำจนจบ

Token — หน่วยที่ LLM มองเห็นจริง

LLM ไม่ได้มองเป็น "คำ" แต่มองเป็น token ซึ่งเป็นชิ้นข้อความย่อยๆ (บางทีเป็นคำ บางทีเป็นส่วนของคำ) ภาษาอังกฤษราวๆ 1 token ≈ 4 ตัวอักษร หรือ ~0.75 คำ ภาษาไทยมักกินหลาย token กว่า

เรื่องนี้สำคัญกับ dev เพราะ ค่าใช้จ่ายและลิมิตคิดเป็น token ไม่ใช่จำนวนตัวอักษร

Context window — ความจำระยะสั้น

Context window คือจำนวน token สูงสุดที่โมเดล "เห็น" ได้ในคราวเดียว (รวมทั้ง input + output) เกินกว่านี้มันจะไม่รู้ — เหมือนโต๊ะทำงานที่วางกระดาษได้จำกัด

⚠️

ถ้าคุยยาวมากจน context เต็ม โมเดลจะ "ลืม" ต้นบทสนทนา — เป็นสาเหตุที่แชตยาวๆ เริ่มมั่ว

Temperature — ปุ่มความสร้างสรรค์

Temperature คุมว่าโมเดลจะเลือกคำแบบ "เล่นปลอดภัย" หรือ "กล้าเสี่ยง":

  • ต่ำ (0–0.3): ตอบนิ่ง เดาได้ เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่น เช่น สกัดข้อมูล, แปลง JSON
  • สูง (0.7–1.0): หลากหลาย สร้างสรรค์ เหมาะกับ brainstorm, เขียน copy

Hallucination — ทำไมมันมั่วหน้าตาเฉย

เพราะ LLM ทำนายคำที่ "ฟังดูน่าจะใช่" ไม่ใช่ค้นความจริง มันจึงสร้างข้อมูลที่ ดูมั่นใจแต่ผิดได้ (เรียกว่า hallucination) โดยเฉพาะชื่อ API, ตัวเลข, ลิงก์ — อย่าเชื่อ ต้องตรวจเสมอ

เลือกโมเดลยังไง: cost vs latency vs ความเก่ง

โมเดลมีหลายขนาด เลือกตามงาน ไม่ใช่เลือกตัวเก่งสุดตลอด:

ถ้างานคือ...เลือกแนวเพราะ
จัดหมวด / สรุปสั้น / งานซ้ำเยอะโมเดลเล็ก-เร็ว (เช่น Haiku)ถูกและไว
เขียนโค้ด / วิเคราะห์ทั่วไปโมเดลกลาง (เช่น Sonnet)สมดุลดีสุด
ตัดสินใจซับซ้อน / reasoning ลึกโมเดลใหญ่ (เช่น Opus)เก่งสุดแต่แพง/ช้ากว่า

หลักคิดของ dev: เริ่มด้วยโมเดลเล็กก่อน ถ้าคุณภาพไม่พอค่อยขยับขึ้น — ประหยัดทั้งเงินและเวลา

🎯 แบบฝึกหัด
  1. อธิบายด้วยคำของตัวเองว่า "LLM ทำนายคำถัดไป" หมายความว่าอะไร
  2. ถ้าต้องทำ endpoint ใน NestJS ที่ จัดหมวดหมู่ ticket ลูกค้า จำนวนมากต่อวัน คุณจะเลือกโมเดลแนวไหน และตั้ง temperature เท่าไร เพราะอะไร?
  3. ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ hallucination อาจทำให้โค้ดคุณพัง ถ้าไม่ตรวจสอบ

ลองตอบในแชท แล้วพิมพ์ /quiz Lv0 เพื่อทดสอบความเข้าใจ